top of page

สภาผู้บริโภคเคาะประตูบ้าน ตามสิทธิเด็กเหตุรถรับส่งนักเรียนชน พบหลายครอบครัวยังควักเงินรักษาเอง

สภาผู้บริโภคกาญจนบุรี

1 ต.ค. 2569

สภาผู้บริโภคกาญจนบุรีลงพื้นที่ติดตามผู้ประสบเหตุรถกระบะชนรถรับส่งนักเรียนที่อำเภอบ่อพลอย พบหลายครอบครัวยังเผชิญภาระหลังอุบัติเหตุ ทั้งการสำรองค่ารักษาพยาบาล ปัญหาเอกสารประกอบการเรียกค่าสินไหม และการชดเชยที่อ้างอิงเพียงข้อมูลในใบรับรองแพทย์ ขณะที่ผู้บาดเจ็บบางรายยังกลับมาใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้


กาญจนบุรี – สภาผู้บริโภคกาญจนบุรีลงพื้นที่ติดตามผู้ประสบเหตุรถกระบะชนรถรับส่งนักเรียนที่อำเภอบ่อพลอย พบหลายครอบครัวยังเผชิญภาระหลังอุบัติเหตุ ทั้งการสำรองค่ารักษาพยาบาล ปัญหาเอกสารประกอบการเรียกค่าสินไหม และการชดเชยที่อ้างอิงเพียงข้อมูลในใบรับรองแพทย์ ขณะที่ผู้บาดเจ็บบางรายยังกลับมาใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค ลงพื้นที่ติดตามและจัดทำข้อมูลผู้ประสบเหตุจากอุบัติเหตุ รถกระบะชนรถรับส่งนักเรียน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ในพื้นที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี หลังได้รับข้อมูลว่าผู้ประสบเหตุบางรายต้องสำรองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วยตนเอง รวมถึงมีข้อกังวลเกี่ยวกับการจ่ายค่าสินไหมที่อาจไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

การรวบรวมข้อมูลในช่วงแรกเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผู้ปกครองหลายครอบครัวมีความกังวลเรื่องมิจฉาชีพและไม่มั่นใจในการให้ข้อมูลผ่านช่องทางโทรศัพท์ หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรีจึงลงพื้นที่พบผู้ประสบเหตุและครอบครัวโดยตรง เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง ตรวจสอบเอกสาร และรวบรวมข้อมูลสำหรับติดตามสิทธิและการเยียวยาที่ผู้ประสบเหตุควรได้รับ

จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียนและผู้โดยสารในรถรับส่งนักเรียน จำนวน 13 คน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอห้วยกระเจา และกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่เดินทางตามหลังรถรับส่งนักเรียน จำนวน 4 คน โดยในกลุ่มนี้มีเด็กวัย 5 ขวบได้รับบาดเจ็บรุนแรงและปัจจุบันยังต้องอยู่ในกระบวนการฟื้นฟู ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ตามปกติ

ลงพื้นที่พบ 5 ช่องว่างสำคัญในการเยียวยาผู้ประสบเหตุ


ประการแรก ปัญหาใบรับรองแพทย์ไม่สะท้อนระยะเวลาพักฟื้นจริง

จากการตรวจสอบพบว่า ใบรับรองแพทย์ของผู้ประสบเหตุบางรายไม่ได้ระบุความเห็นเกี่ยวกับระยะเวลาที่ควรหยุดพักรักษาตัว ทั้งที่ผู้ประสบเหตุหลายรายต้องหยุดเรียนมากกว่า 1 สัปดาห์ และผู้ปกครองต้องหยุดงานเพื่อดูแลบุตรหลาน ส่งผลให้การพิจารณาค่าสินไหมของบริษัทประกันภัยภาคสมัครใจอ้างอิงข้อมูลตามใบรับรองแพทย์เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลกระทบและรายได้ที่ครอบครัวสูญเสียไปจริง


ประการที่สอง ผู้ประสบเหตุบางรายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แม้เหตุการณ์จะผ่านมาประมาณ 1 เดือน แต่ยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บบางรายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู บางรายต้องเริ่มฝึกเดินและยังต้องพึ่งพาผู้ดูแล สะท้อนว่าผลกระทบจากอุบัติเหตุไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการออกจากโรงพยาบาล


ประการที่สาม ครอบครัวยังต้องสำรองค่ารักษา และติดปัญหาเอกสารเมื่อต้องใช้สิทธิหลายระบบ

พบว่าผู้ปกครองบางรายยังสำรองค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง และยังไม่ได้ดำเนินการยื่นเบิกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทางของสำนักงาน คปภ. ขณะเดียวกัน เมื่อจะนำค่าใช้จ่ายบางส่วนไปใช้สิทธิตามประกันอุบัติเหตุของโรงเรียน กลับไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีเพียงใบเสร็จรับเงินแต่ไม่มีใบรับรองแพทย์ประกอบ


ประการที่สี่ การไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย ทำให้การเรียกค่าสินไหมยากขึ้น

หลายครอบครัวไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่าควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าอุปกรณ์ทำแผล และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ส่งผลให้เมื่อถึงขั้นตอนเรียกร้องค่าสินไหมหรือค่าชดเชย ไม่สามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงได้ครบถ้วน


ประการที่ห้า พบกรณีต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องจากปัญหาหลังการรักษาครั้งแรก

หนึ่งในกรณีที่ลงพื้นที่พบ คือ นายอลงค์กรณ์ ใคร่ครวญ ซึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อศอกและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ่อพลอย ภายหลังพบว่ายังมีเศษกระจกหลงเหลืออยู่บริเวณบาดแผล จึงมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำเศษกระจกออกเพิ่มเติมในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 กรณีดังกล่าวจำเป็นต้องมีการติดตามทั้งด้านการรักษาพยาบาลและสิทธิในการได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม


“อุบัติเหตุจบ แต่ภาระของครอบครัวยังไม่จบ”

ข้อค้นพบจากการลงพื้นที่สะท้อนว่า หลังเกิดอุบัติเหตุ ผู้ประสบเหตุและครอบครัวไม่ได้เผชิญเฉพาะปัญหาการรักษาพยาบาล แต่ยังต้องจัดการกับเอกสาร หลักฐาน ค่าใช้จ่าย การหยุดงาน การหยุดเรียน และขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิจากหลายระบบพร้อมกัน หากไม่มีผู้ให้คำแนะนำตั้งแต่ต้น อาจทำให้ผู้ประสบเหตุเสียสิทธิหรือได้รับการชดเชยน้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

หน่วยงานประจำจังหวัดกาญจนบุรี สภาองค์กรของผู้บริโภค จะนำข้อมูลจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปประกอบการติดตามสิทธิของผู้ประสบเหตุ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลักดันให้การเยียวยาคำนึงถึง “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ประสบเหตุและครอบครัว” ไม่ใช่พิจารณาเพียงเอกสารบางรายการเท่านั้น

พร้อมกันนี้ จะนำบทเรียนจากกรณีดังกล่าวไปจัดทำข้อมูลความรู้สำหรับประชาชนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุควรเก็บเอกสารและหลักฐานอะไรบ้าง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาล ประกันภัย และการเรียกร้องค่าสินไหมได้อย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

ที่ตั้งหน่วยงาน

68/1 หมู่ 5 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71000

เบอร์โทร : 080-437-3337

ท้ายเว็บ.png
bottom of page