top of page
< Back

คู่มือผู้บริโภค การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมูลละเมิดสำหรับผู้บริโภคเมื่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์

สภาผู้บริโภคจังหวัดกาญจนบุรี

คู่มือและเช็กลิสต์การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมูลละเมิดสำหรับผู้บริโภคเมื่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์


การประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สินแล้ว ผู้ประสบเหตุจำนวนมากยังต้องเผชิญกับความสับสนในขั้นตอนการเรียกร้องค่าชดเชย หลายคนต้องยอมรับการเยียวยาที่ต่ำกว่าสิทธิอันพึงได้เพียงเพราะขาดความเข้าใจในหลักกฎหมายและการจัดเตรียมเอกสาร

เมื่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) สรุปคดีและชี้มูลว่าเราเป็น "ฝ่ายถูก" สิทธิตามกฎหมายของเราจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเบิกค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จเท่านั้น แต่เรามีสิทธิเรียกร้อง "ค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิด" จากผู้กระทำผิดและบริษัทผู้รับประกันภัยของคู่กรณีได้อย่างเต็มจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 887 ประกอบกับคำสั่งคู่มือตีความ พ.ร.บ. ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2563 ของสำนักงาน คปภ.

คู่มือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติจริงสำหรับผู้บริโภค รวบรวมตั้งแต่เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ สิทธิประโยชน์ 5 หมวดหลัก ตัวอย่างการเขียนบรรยายหนังสือเรียกร้อง และกลยุทธ์การเจรจาเพื่อให้ได้รับชดใช้เต็มสิทธิตามกฎหมาย


1. เช็กลิสต์เอกสารสำคัญทั้งหมดในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (Complete Document Checklist)

การจัดเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนและถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันภัยจะประเมินการจ่ายเงินตามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารเป็นหลัก ขอให้ผู้บริโภคตรวจสอบและจัดเก็บเอกสารตามเช็กลิสต์ดังต่อไปนี้:

1.1 เอกสารส่วนตัวและเอกสารทางคดี

  • [ ] สำเนาบัตรประชาชน ของผู้ประสบเหตุ/ผู้เสียหาย (พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง)

  • [ ] สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้ประสบเหตุ

  • [ ] สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของพนักงานสอบสวน (ใบสรุปคดีตำรวจ) ที่ระบุพฤติการณ์เหตุการณ์ชัดเจนว่าฝ่ายคู่กรณีเป็นฝ่ายประมาท/ฝ่ายผิด

  • [ ] สำเนาใบขับขี่ ของผู้ขับขี่ (กรณีผู้เสียหายเป็นผู้ขับขี่รถยนต์/รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ)

1.2 เอกสารทางการแพทย์ (ขอจากโรงพยาบาลทุกแห่งที่เข้ารักษา)

  • [ ] ประวัติการรักษาพยาบาล (Medical History / เวชระเบียน): เอกสารระบุรายละเอียดบาดแผล การผ่าตัด การเย็บกี่เข็ม และจำนวนวันนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (IPD)

  • [ ] ใบรับรองแพทย์ทุกฉบับ: ต้องขอเก็บไว้ทุกครั้งที่แพทย์นัดตรวจติดตามอาการ โดยกำชับให้แพทย์ระบุ "จำนวนวันหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน" ให้ชัดเจนทุกรอบ

  • [ ] ใบเสร็จรับเงินทางการแพทย์และใบแจ้งหนี้ฉบับจริง: ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล ค่าค่ายา ค่าวินิจฉัย และค่าห้องพักโรงพยาบาล

1.3 เอกสารยืนยันรายได้ (จำแนกตามกลุ่มอาชีพ)

  • กรณีผู้มีรายได้ประจำ:

    • [ ] สลิปเงินเดือน (Pay Slip) ย้อนหลัง 3–6 เดือน

    • [ ] หนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้าง (ระบุตำแหน่ง และอัตราเงินเดือน)

    • [ ] หนังสือรับรองการหยุดงานเนื่องจากอุบัติเหตุ (ระบุจำนวนวันที่ต้องหยุดงานและสิทธิการได้รับ/ไม่ได้รับค่าจ้าง)

    • [ ] สัญญาจ้างงาน (ถ้ามี)

  • กรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระ / เกษตรกร / ฟรีแลนซ์:

    • [ ] หลักฐานการประกอบอาชีพ เช่น รูปถ่ายหน้าร้าน แปลงเกษตร สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ หรือรายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement)

    • [ ] เอกสารยืนยันอัตราค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดที่เกิดเหตุหรือที่อยู่อาศัย (ใช้สำหรับคำนวณกรณีไม่มีสลิปเงินเดือน)

1.4 เอกสารค่าใช้จ่ายภายนอกและค่าเดินทาง

  • [ ] ใบเสร็จรับเงินค่าเวชภัณฑ์ภายนอก: ใบเสร็จค่ายา อุปกรณ์ดาม/เฝือก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ (แพมเพิส) ยาล้างแผล หรือแอลกอฮอล์ที่ซื้อเองนอกโรงพยาบาลตามสั่งแพทย์

  • [ ] ตารางและหลักฐานการเดินทางไปรักษาพยาบาล: สลิปค่าบริการ Grab/เรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ใบเสร็จค่าแท็กซี่/รถรับจ้าง หรือบิลค่าน้ำมันพร้อมตารางบันทึกระบุวันที่ พิกัดต้นทาง-ปลายทาง และระยะทางไป-กลับ

  • [ ] หลักฐานค่าจ้างคนเฝ้าไข้ / พยาบาลพิเศษ: หนังสือสัญญาจ้างคนดูแล หรือเอกสารหลักฐานการรับเงินค่าจ้างดูแลผู้ป่วย (กรณีลุกเดินหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้)

  • [ ] เอกสารแสดงการขาดรายได้ของญาติที่มาเฝ้าไข้: เอกสารยืนยันการหยุดงานและสลิปเงินเดือนของบิดา มารดา หรือคู่สมรสที่ต้องหยุดงานมาดูแลผู้บาดเจ็บ

1.5 เอกสารเกี่ยวกับยานพาหนะและการขาดประโยชน์

  • [ ] ใบเคลม (ใบรับแจ้งความเสียหาย) จากบริษัทประกันภัย

  • [ ] ใบเสนอราคาประเมินการซ่อม จากอู่หรือศูนย์บริการ

  • [ ] ใบส่งมอบรถเข้าซ่อม (ระบุวันที่นำรถเข้าอู่ชัดเจน)

  • [ ] ใบรับรถคืนหลังซ่อมเสร็จ (ระบุวันที่ซ่อมเสร็จและวันรับรถชัดเจน)

  • [ ] สำเนาคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์

  • [ ] สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัย ของรถคันเกิดเหตุ


2. สิทธิและหมวดรายการค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องได้ 5 หมวดหลัก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และประกันภัยภาคสมัครใจของฝ่ายผิด ครอบคลุม 5 หมวดรายการหลัก ดังนี้:

  • 1. ค่ารักษาพยาบาล & ค่าชดเชยการนอน รพ. (วันละ 200 บาท)

  • 2. ค่าขาดรายได้จากการทำงาน (สลิปเงินเดือน / ค่าแรงขั้นต่ำจังหวัด)

  • 3. ค่าใช้จ่ายจำเป็นในการรักษา & ค่าเดินทาง (ค่าน้ำมัน / แท็กซี่ / เวชภัณฑ์ภายนอก)

  • 4. ค่าทนทุกข์ทรมาน (ความเจ็บปวด / แผลเป็น / ผลกระทบต่ออาชีพ)

  • 5. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (อัตราขั้นต่ำตามประกาศ คปภ.)

หมวดที่ 1: ค่ารักษาพยาบาล และค่าชดเชยการนอนโรงพยาบาล

  • ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ: เบื้องต้นสามารถใช้สิทธิ พ.ร.บ. รถคันของเราเองได้ไม่เกิน 30,000 บาท โดยไม่ต้องรอผลคดี เมื่อตำรวจชี้ว่าเราเป็นฝ่ายถูก วงเงินค่ารักษาจาก พ.ร.บ. ฝ่ายผิดจะขยายเป็นสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริงตามใบเสร็จทางการแพทย์)

  • ค่าชดเชยการนอนโรงพยาบาล (IPD): ได้รับในอัตรา วันละ 200 บาท จาก พ.ร.บ. ฝ่ายผิด เมื่อต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล

  • คำเตือนสำคัญ: เงินชดเชยการนอนโรงพยาบาลวันละ 200 บาทนี้ เป็นสิทธิชดเชยรายได้ที่ แยกต่างหาก จากวงเงินค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ห้ามยินยอมให้บริษัทประกันภัยนำเงินวันละ 200 บาทนี้ไปรวบยอดหรือหักลบกับค่ารักษาพยาบาลเป็นอันขาด (อ้างอิงคำสั่งคู่มือตีความ พ.ร.บ. ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2563)

หมวดที่ 2: ค่าขาดรายได้จากการทำงาน (Loss of Income)

การคำนวณค่าขาดรายได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบอาชีพของผู้ประสบเหตุ:

  • กรณีผู้มีรายได้ประจำ: คิดจากรายได้เฉลี่ยต่อวัน (นำเงินเดือนตามสลิป/หนังสือรับรอง หารด้วย 30 วัน) คูณด้วยจำนวนวันหยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์

  • กรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระ / เกษตรกร / ฟรีแลนซ์: ให้ใช้ อัตราค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัด ที่เกิดเหตุหรือที่อยู่อาศัย คูณด้วยจำนวนวันที่ต้องหยุดพักรักษาตัว

  • เกณฑ์การนับจำนวนวัน: จะต้องนับรวมตั้งแต่วันที่นอนโรงพยาบาล บวกด้วยจำนวนวันพักฟื้นที่บ้านตามใบรับรองแพทย์ และวันขยายเวลาพักฟื้นจากการตรวจตามนัดทุกครั้ง

ยอดเรียกร้องค่าขาดรายได้=จำนวนวันพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์รวมxอัตรารายได้ต่อวัน (สลิปเงินเดือน หรือ ค่าแรงขั้นต่ำจังหวัด)

หมวดที่ 3: ค่าใช้จ่ายจำเป็นในการรักษา และค่าเดินทาง

  • เวชภัณฑ์ภายนอก: ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่จ่ายซื้อเองนอกโรงพยาบาล เช่น ค่าอาหารเหลว ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ยาล้างแผล แอลกอฮอล์ หรืออุปกรณ์ดามกระดูก โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือสลิปเงินสดระบุรายการชัดเจน

  • ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ / ค่าเสียรายได้ของญาติ: หากผู้บาดเจ็บช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องจ้างพยาบาลพิเศษ หรือกรณีที่ญาติ (เช่น มารดา) ต้องหยุดงานมาดูแลลูกที่บาดเจ็บ มารดาสามารถเรียกร้องค่าเสียรายได้จากการหยุดงานนั้นได้

  • ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลตามนัด: ค่าน้ำมัน ค่าแท็กซี่ หรือค่า Grab ในการเดินทางไปล้างแผล ตรวจติดตามอาการ หรือทำกายภาพบำบัด โดยจัดทำตารางบันทึกการเดินทางแนบสลิปหลักฐาน

หมวดที่ 4: ค่าทนทุกข์ทรมาน (Non-pecuniary Damages)

  • การใช้ศัพท์กฎหมาย: ในทางกฎหมายแพ่งตามมาตรา 420 ต้องใช้คำว่า "ค่าทนทุกข์ทรมาน" เท่านั้น ห้ามใช้คำว่า "ค่าทำขวัญ" เด็ดขาด เนื่องจากในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีคำว่าค่าทำขวัญ หากระบุเป็นค่าทำขวัญ บริษัทประกันภัยอาจใช้เป็นช่องทางปฏิเสธการจ่ายได้

  • ขอบเขตการเรียกร้อง: ครอบคลุมความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ความเจ็บปวดขณะผ่าตัด การเย็บแผล การดามเหล็ก การใส่เฝือก รวมถึงผลกระทบต่อจิตใจ ความมั่นใจ และภาพลักษณ์จากการมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าหรือร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อการประกอบอาชีพ (เช่น MC พรีเซนเตอร์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์)

หมวดที่ 5: ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ (Loss of Use)

สำหรับกรณีที่รถยนต์ของผู้บริโภคได้รับความเสียหายและต้องนำเข้าซ่อมแซมที่อู่ สำนักงาน คปภ. ได้ออกประกาศกำหนดอัตราขั้นต่ำที่บริษัทประกันภัยต้องชดเชยให้แก่ผู้เสียหาย ดังนี้:

ประเภทยานพาหนะของผู้เสียหาย

อัตราค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำตามประกาศ คปภ. (บาท/วัน)

รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง (รวมผู้ขับขี่)

ไม่น้อยกว่า 500 บาท / วัน

รถยนต์รับจ้างสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่ง (รวมผู้ขับขี่)

ไม่น้อยกว่า 700 บาท / วัน

รถยนต์ขนาดเกิน 7 ที่นั่ง (รวมผู้ขับขี่)

ไม่น้อยกว่า 1,000 บาท / วัน

รถประเภทอื่นๆ (เช่น รถจักรยานยนต์)

พิจารณาตามหลักฐานการตกลงเป็นกรณีไป

ข้อสังเกต: อัตราดังกล่าวเป็นเพียง "ฐานขั้นต่ำ" หากผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่านี้ (เช่น มีใบเสร็จค่าเช่ารถประกอบอาชีพ) สามารถเรียกร้องตามค่าใช้จ่ายจริงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 และหากรถยนต์ถูกชนหนักจนโครงสร้างหลักเสียหาย สามารถเรียกร้อง "ค่าเสื่อมราคา" เพิ่มเติมได้เช่นกัน



3. ตัวอย่างการเขียนบรรยายหนังสือเรียกร้องมูลละเมิด (Case Illustration Template)

การยื่นเอกสารเรียกร้องไม่ควรส่งเพียงตารางตัวเลขแห้งๆ แต่ควรเขียนบรรยายถ่ายทอดความจริงด้วยลายมือตนเองลงบนกระดาษ A4 ตามหลัก "อย่าตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ให้ตีหน้าเศร้า เล่าความจริง" เพื่อให้เจ้าหน้าที่สินไหมและบริษัทประกันภัยเห็นถึงผลกระทบอันแสนสาหัสที่เกิดขึ้นจริง

 

 

 

 

ตัวอย่างโครงร่างหนังสือเรียกร้องจริง

                                                    เขียนที่ 123/45 ถนนเชียงใหม่-หางดง

อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

                                                    วันที่ 20 พฤษภาคม 2566

 

เรื่อง ขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการทำละเมิด

เรียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

ข้าพเจ้า นางสาวนภา ใจดี อยู่บ้านเลขที่ 123/45 ถนนเชียงใหม่-หางดง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ขอเรียนชี้แจงรายละเอียดความเสียหายและความทุกข์ทรมานอันได้รับจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

1. เหตุการณ์และความทุกข์ทรมานทางร่างกาย:

ในวันเกิดเหตุ ข้าพเจ้าขับขี่รถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 1234 เชียงใหม่ และถูกรถยนต์หมายเลขทะเบียน ขก 5678 เชียงใหม่ ซึ่งมี นายสมศักดิ์ ฝ่ายผิด เป็นผู้ขับขี่ ขับชนท้ายอย่างรุนแรง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้สรุปคดีชี้ขาดว่า นายสมศักดิ์ เป็นฝ่ายประมาททำละเมิดแต่เพียงฝ่ายเดียว

จากอุบัติเหตุดังกล่าว ข้าพเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณใบหน้าและริมฝีปากเป็นแผลฉกรรจ์ ต้องเข้ารับการรักษาตัวฉุกเฉินและเย็บบาดแผลรวมกว่า 18 เข็ม กระดูกไหปลาร้าซ้ายแตกร้าว ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 15 วัน ข้าพเจ้าต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้ ต้องฉันอาหารเหลวผ่านสายยาง และต้องมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง

 

2. ผลกระทบต่ออาชีพและการขาดรายได้:

ข้าพเจ้าประกอบอาชีพเป็นพิธีกรรับจ้าง (MC) และพรีเซนเตอร์สินค้า ซึ่งต้องใช้หน้าตาและบุคลิกภาพในการทำงาน ภายหลังออกจากโรงพยาบาล แพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้านเพิ่มเติมอีก 45 วัน รวมระยะเวลาพักรักษาตัวทั้งสิ้น 60 วัน ส่งผลให้ข้าพเจ้าต้องยกเลิกงานแสดงทั้งหมดและสูญเสียรายได้จากการทำงาน ทั้งนี้ บาดแผลบนใบหน้าได้กลายเป็นรอยแผลเป็นเด่นชัด ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นใจและการประกอบอาชีพในอนาคต

 

3. สรุปรายการค่าสินไหมทดแทนที่ขอเรียกร้อง:

ข้าพเจ้าขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิมูลละเมิด (ป.พ.พ. มาตรา 420) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 67,112 บาท โดยมีรายละเอียดคำนวณตามหลักฐานจริงดังนี้:

  3.1 ค่าขาดรายได้จากการทำงาน (อ้างอิงค่าแรงขั้นต่ำ จ.เชียงใหม่ 380 บาท/วัน x 60 วัน)  เป็นเงิน 22,800 บาท

  3.2 ค่าชดเชยการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล (วันละ 200 บาท x 15 วัน)                    เป็นเงิน  3,000 บาท

  3.3 ค่าเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายนอก (ตามใบเสร็จจริง)                       เป็นเงิน  1,078 บาท

  3.4 ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลตามหมอนัดรวม 6 ครั้ง (ตามสลิป Grab จริง)                 เป็นเงิน  1,234 บาท

  3.5 ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ และการเสียภาพลักษณ์แผลเป็นบนใบหน้า         เป็นเงิน 39,000 บาท

 

                                                 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น                67,112 บาท

                                                 (หกหมื่นเจ็ดพันหนึ่งร้อยสิบสองบาทถ้วน)

 

ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานทางการแพทย์ สลิปค่าใช้จ่าย ใบรับรองแพทย์ และรูปถ่ายบาดแผลมาพร้อมหนังสือฉบับนี้ ขอให้บริษัทฯ พิจารณาอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้

 

                                                    ขอแสดงความนับถือ

 

                                                (ลงชื่อ).................................................

                                                              (นางสาวนภา ใจดี)

 

 

4. ข้อควรระวังและกลยุทธ์การเจรจาเพื่อให้ได้เงินเต็มสิทธิ

4.1 ทริก "ตัวเลขเศษสตางค์" ป้องกันการถูกกดราคา

เจ้าหน้าที่สินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยมีความเชี่ยวชาญในการประเมินเอกสาร หากเห็นยอดเงินตั้งเรียกร้องเป็น "ตัวเลขกลมๆ" (เช่น 50,000 บาท หรือ 100,000 บาท) บริษัทประกันจะประเมินทันทีว่าเป็นตัวเลขที่ผู้เสียหายคาดเดาหรือตั้งขึ้นมาเองลอยๆ และจะต่อรองตัดลดเงินลง 30–50% ทันที

  • แนวทางที่ถูกต้อง: ให้คำนวณยอดเงินรวมจากหลักฐานจริง และใส่เศษบาทเศษสตางค์ลงไปให้เป๊ะ เช่น 67,112 บาท หรือ 1,577 บาท ตัวเลขที่มีเศษเป๊ะๆ จะแสดงถึงการคิดคำนวณมาจากใบเสร็จและอัตรารายได้จริง ทำให้บริษัทประกันภัยจำนนด้วยหลักฐานและไม่กล้าต่อรองตัดลดเงิน

  • ตั้งเบิกตัวเลขกลมๆ (50,000 บาท)  ประกันมองว่ามโนตัวเลข ตั้งหน้าตั้งตาต่อรองตัดลดเงิน

  • ตั้งเบิกตัวเลขมีเศษ (67,112 บาท) ประกันมองว่าคำนวณจากหลักฐานจริง  จำนนด้วยหลักฐาน ต่อรองยาก

4.2 ห้ามรีบตกลงเซ็นสัญญาประนีประนอมขณะการรักษายังไม่เสร็จสิ้น

ห้ามรีบเร่งยื่นเคลมหรือยอมรับเงินเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความในขณะที่การรักษายังไม่เสร็จสิ้นเด็ดขาด การรับเงินและเซ็นยอมความระหว่างการรักษาจะทำให้ผู้บริโภคเสียสิทธิในการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นในอนาคต (เช่น หมอนัดผ่าตัดเอาเหล็กดามออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า) หลักปฏิบัติที่ถูกต้องคือ ต้องรักษาตัวให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน แล้วจึงรวบรวมเอกสารทั้งหมดเป็นแฟ้มเดียวเพื่อยื่นเรียกร้องในครั้งเดียว

4.3 เข้าใจเงื่อนเวลาและอายุความตามกฎหมาย

ผู้บริโภคต้องระวังเงื่อนเวลาอายุความในการเรียกร้องทางกฎหมาย ซึ่งมีความแตกต่างกันตามฐานสิทธิ:

ประเภทการฟ้องร้องและคู่ความ

ฐานรากทางกฎหมาย

ระยะเวลาอายุความ

จุดเริ่มต้นการนับอายุความ

ผู้เสียหาย ฟ้อง ผู้กระทำละเมิด (คนขับ/นายจ้าง)

ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคแรก

1 ปี (ไม่เกิน 10 ปี)

นับแต่วันที่รู้ถึงการทำละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้

ผู้เสียหาย ฟ้อง บริษัทประกันภัยค้ำจุนโดยตรง

ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคแรก ประกอบมาตรา 887

2 ปี

นับแต่วันเกิดวินาศภัย (วันเกิดอุบัติเหตุ)

คดีเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา (ฟ้องผู้รับประกันภัย)

ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง

ขยายตามอายุความอาญา หรือ 10 ปี

นับแต่วันที่มีคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด

Insight ทางกฎหมาย: การฟ้องร้องบริษัทประกันภัยของคู่กรณีโดยตรง ใช้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 882 วรรคแรก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2904/2535) ไม่ใช่ 1 ปี และหากผู้ทำละเมิด เมาแล้วขับ บริษัทประกันภัยไม่สามารถยกเรื่องความเมาขึ้นมาปฏิเสธการจ่ายเงินแก่ผู้บริโภคบุคคลภายนอกได้ บริษัทต้องจ่ายเยียวยาผู้เสียหายไปก่อน แล้วจึงไปรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากผู้ขับขี่ฝ่ายผิดในภายหลัง

4.4 ช่องทางการระงับข้อพิพาทเมื่อถูกปฏิเสธอย่างไม่เป็นธรรม

หากการเจรจาเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยไม่เป็นผลหรือถูกกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคมีทางเลือกในการดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาท 2 ช่องทางหลัก:

1.       สำนักงาน คปภ. (สายด่วนประกันภัย 1186 / อนุญาโตตุลาการ): ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน คปภ. เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย หรือยื่นอนุญาโตตุลาการ คปภ. ในระบบ Small Claims ซึ่งมีค่าธรรมเนียมเพียง 2,000 บาท ทราบผลชี้ขาดภายใน 45 ถึง 180 วัน

2.       ศาลผู้บริโภค (พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551): ฟ้องร้องเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลยุติธรรม โดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลใช้ระบบไต่สวน และมีอำนาจสั่งจ่าย "ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ" (Punitive Damages) เพิ่มขึ้นได้อีกสูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายจริง หากพบว่าบริษัทประกันภัยมีพฤติการณ์จงใจเอาเปรียบหรือประวิงเวลาการจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม


สรุปภาพรวมสำหรับผู้บริโภค

การประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การตระหนักรู้ในสิทธิทางกฎหมาย การจัดเก็บพยานหลักฐานทางการแพทย์และรายได้ย่างเป็นระบบ ตลอดจนการเขียนบรรยายถ่ายทอดความจริงตามหลักการที่ถูกต้อง จะเปลี่ยนผู้บริโภคจาก "ผู้ประสบเหตุที่โดนกดราคา" ให้กลายเป็น "ผู้ทรงสิทธิที่


ดาวโหลดเอกสาร



ที่ตั้งหน่วยงาน

68/1 หมู่ 5 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71000

เบอร์โทร : 080-437-3337

ท้ายเว็บ.png
bottom of page